Facebook Retargeting คือการยิงโฆษณาตามคนที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ เช่น เข้าเว็บ ดูสินค้า หรือทิ้งตะกร้า กลุ่มนี้รู้จักคุณแล้วจึงปิดการขายง่ายและต้นทุนต่ำกว่าการหาคนใหม่
กลุ่ม Retargeting ที่ควรตั้ง
- คนที่เข้าเว็บแต่ยังไม่ซื้อใน 7–30 วัน
- คนที่ดูสินค้าเฉพาะรายการ
- คนที่ทิ้งตะกร้าสินค้า
- คนที่มี Engagement กับเพจหรือวิดีโอ
ข้อความควรต่างจากโฆษณาหาลูกค้าใหม่
คนกลุ่มนี้รู้จักสินค้าแล้ว จึงควรใช้ข้อความที่ผลักดันการตัดสินใจ เช่น รีวิว โปรโมชันจำกัดเวลา หรือการรับประกัน มากกว่าการแนะนำแบรนด์ซ้ำ
อย่าลืมจำกัดความถี่และตัดคนที่ซื้อแล้วออก เพื่อไม่ให้โฆษณาน่ารำคาญและประหยัดงบ
ปรับข้อความตามระยะเวลาที่ผ่านไป
คนที่เพิ่งเข้าเว็บเมื่อวานกับคนที่เข้ามาเมื่อ 30 วันก่อนมีความพร้อมต่างกัน ควรแบ่งกลุ่มตามช่วงเวลาและปรับข้อความให้เหมาะ กลุ่มใหม่ใช้การตอกย้ำจุดขาย ส่วนกลุ่มที่เริ่มเย็นลงใช้ข้อเสนอพิเศษหรือส่วนลดเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจครั้งสุดท้าย
ผสาน Retargeting หลายช่องทาง
คนคนเดียวเห็นโฆษณาทั้งบน Facebook, Instagram และ Google ได้ การทำ Retargeting ข้ามช่องทางช่วยเพิ่มการมองเห็นในจังหวะต่าง ๆ ของวัน แต่ต้องคุมความถี่รวมไม่ให้มากเกินจนน่ารำคาญ การวัดผลรวมทุกช่องในที่เดียวจึงช่วยให้เห็นภาพและคุมงบได้ดีขึ้น
ตัวอย่างลำดับ Retargeting คนทิ้งตะกร้า
สำหรับร้านค้าออนไลน์ การวางลำดับข้อความตามเวลาที่ผ่านไปช่วยดึงคนทิ้งตะกร้ากลับมาได้เป็นระบบ
- วันที่ 1 — เตือนสินค้าที่ค้างในตะกร้าพร้อมภาพและรีวิว
- วันที่ 3 — เน้นจุดขายและการรับประกัน เพื่อคลายความลังเล
- วันที่ 5–7 — เสนอส่วนลดหรือส่งฟรีแบบจำกัดเวลาเป็นแรงผลักสุดท้าย
- หลัง 7 วัน — ลดความถี่ลง หรือย้ายไปกลุ่มโปรโมชันทั่วไป
อย่าเริ่มด้วยส่วนลดตั้งแต่วันแรก เพราะจะสอนให้ลูกค้ารอส่วนลดทุกครั้ง ควรใช้ส่วนลดเป็นไม้ตายท้าย ๆ เท่านั้น
อยากให้ทันใจดูแลการตลาดให้?
รับทำโฆษณาครบทุกช่องทาง Google, Facebook, TikTok และ LINE พร้อมติด Conversion Tracking และแยกค่าบริการจากงบโฆษณาชัดเจน — แอดไลน์ปรึกษาฟรี ไม่มีข้อผูกมัด
คำถามที่พบบ่อย
Retargeting ต้องมี Pixel ไหม?
ต้องมี เพราะ Pixel และ CAPI คือสิ่งที่เก็บ audience ของคนที่เคยเข้าเว็บไว้ใช้ยิง Retargeting
ยิง Retargeting นานเกินไปได้ไหม?
ควรกำหนดกรอบเวลา เช่น 30 วัน เพราะความสนใจลดลงตามเวลา และการยิงคนเดิมนานเกินไปทำให้ต้นทุนสูงและน่ารำคาญ



