ค่าใช้จ่าย Google Ads แบ่งเป็นสองส่วนหลักที่ควรแยกให้ชัด คือค่าโฆษณาที่จ่ายตรงให้ Google และค่าบริการดูแล ถ้าเข้าใจสองส่วนนี้จะประเมินงบและเลือกผู้ให้บริการได้ถูก
1. ค่าโฆษณา (จ่ายให้ Google)
เป็นเงินที่จ่ายเมื่อมีคนคลิกโฆษณา (CPC) ราคาต่อคลิกขึ้นกับการแข่งขันของคำค้น ตั้งแต่ไม่กี่บาทจนถึงหลักร้อยในธุรกิจที่แข่งสูง คุณกำหนดงบต่อวันได้เองและปรับได้ตลอด
2. ค่าบริการดูแล
คือค่าจ้างทีมหรือระบบที่ตั้งค่า ดูแล และ optimize แคมเปญ เอเจนซี่แบบดั้งเดิมมักคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของงบ 15–30% ขณะที่ระบบแบบ self-serve อย่างทันใจไม่มี management fee แอบแฝง
ประเมินงบยังไงให้เหมาะ
- ตั้งเป้ายอดขายหรือจำนวนลูกค้าที่ต้องการต่อเดือน
- ประเมิน CPC โดยเฉลี่ยของคำค้นในธุรกิจคุณ
- คำนวณย้อนกลับจากอัตราปิดการขายเป็นงบที่ควรใช้
- เริ่มจากงบทดสอบแล้วค่อยเพิ่มเมื่อเห็น ROAS ที่คุ้ม
ตัวอย่างการคำนวณงบจากเป้ายอดขาย
สมมติคุณอยากได้ลูกค้าใหม่เดือนละ 50 ราย อัตราปิดการขายจากคนที่ทักคือ 20% แปลว่าต้องมีคนทัก 250 ราย ถ้าค่าโฆษณาต่อการทักหนึ่งครั้ง (CPA ระดับ Lead) อยู่ที่ 80 บาท งบที่ควรเตรียมคือราว 20,000 บาทต่อเดือน การคำนวณย้อนกลับแบบนี้ทำให้ตั้งงบจากเป้าหมายจริง ไม่ใช่ตั้งลอย ๆ
สิ่งที่ทำให้ค่าโฆษณาแพงหรือถูก
- การแข่งขันของคำค้น — คำที่คนแย่งกันประมูลมาก CPC ยิ่งสูง
- Quality Score — โฆษณาและหน้าเว็บที่ตรงคำค้นทำให้จ่ายถูกลง
- ช่วงเวลาและพื้นที่ — บางช่วงและบางจังหวัดแข่งกันสูงกว่า
- ประเภทอุปกรณ์ — มือถือกับคอมพิวเตอร์อาจมีต้นทุนต่างกัน
จุดที่คุมได้มากที่สุดคือ Quality Score เพราะการทำโฆษณาและ Landing Page ให้ตรงกับคำค้นช่วยลด CPC ได้จริงโดยไม่ต้องลดคุณภาพทราฟฟิก
ระวังการคิดราคาที่ไม่โปร่งใส
ผู้ให้บริการบางรายรวมค่าโฆษณากับค่าบริการเป็นก้อนเดียว ทำให้คุณไม่รู้ว่าเงินไปเป็นค่าโฆษณาจริงเท่าไหร่ ควรเลือกบริการที่แยกสองส่วนนี้ชัดเจนและให้คุณเห็นบัญชี Google Ads ของตัวเอง เพื่อความโปร่งใสและเป็นเจ้าของข้อมูลเอง
ค่าใช้จ่ายแฝงที่มักถูกลืมตอนคิดงบ
นอกจากค่าโฆษณาและค่าบริการดูแลแล้ว ยังมีต้นทุนที่หลายคนไม่ได้นับตอนวางแผน ซึ่งถ้ามองข้ามอาจทำให้ประเมินความคุ้มค่าผิด
- ค่าทำ Landing Page หรือปรับหน้าเว็บให้ปิดการขายได้ดีขึ้น
- ค่าผลิตครีเอทีฟ ภาพ หรือวิดีโอสำหรับ Display และ YouTube
- ค่าเครื่องมือเสริม เช่น ระบบ Call Tracking หรือ CRM เก็บ Lead
- เวลาของทีมภายในที่ต้องรับสายและตอบแชทที่วิ่งเข้ามา
ต้นทุนเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าไม่คุ้ม แต่ควรนับรวมเพื่อคำนวณ ROI จริง ไม่ใช่ดูแค่ค่าโฆษณาต่อ Lead อย่างเดียว
งบเดือนแรกควรตั้งเท่าไหร่
เดือนแรกคือช่วง "เก็บข้อมูล" ไม่ใช่ช่วงเร่งกำไร ควรตั้งงบที่มากพอให้ระบบเรียนรู้ได้ (โดยทั่วไปควรได้ Conversion อย่างน้อย 15–30 ครั้งต่อเดือนต่อแคมเปญ) แต่ก็น้อยพอที่รับความเสี่ยงได้หากบางคำค้นยังไม่เวิร์ก คำแนะนำคือตั้งงบทดสอบราว 1 เดือน แล้วใช้ข้อมูลจริงจากเดือนนั้นตัดสินใจว่าจะเพิ่ม ลด หรือย้ายงบไปคำค้นกลุ่มไหน การเริ่มจากข้อมูลจริงดีกว่าการเดางบจากความรู้สึกเสมอ
อยากให้ทันใจดูแลการตลาดให้?
รับทำโฆษณาครบทุกช่องทาง Google, Facebook, TikTok และ LINE พร้อมติด Conversion Tracking และแยกค่าบริการจากงบโฆษณาชัดเจน — แอดไลน์ปรึกษาฟรี ไม่มีข้อผูกมัด
คำถามที่พบบ่อย
จ่ายค่าบริการแบบเปอร์เซ็นต์หรือเหมาจ่ายดีกว่า?
ขึ้นกับขอบเขตงานและระดับการดูแล แบบเปอร์เซ็นต์เพิ่มตามงบ ส่วนแบบเหมาจ่ายคาดการณ์ต้นทุนได้ง่ายกว่า ทันใจใช้ค่าบริการคงที่รายเดือนและแยกงบโฆษณาออกจากค่าบริการ
ควรเป็นเจ้าของบัญชี Google Ads เองไหม?
ควรอย่างยิ่ง เพราะบัญชีคือสินทรัพย์ที่เก็บประวัติและข้อมูลการเรียนรู้ของแคมเปญ ถ้าใช้บัญชีของเอเจนซี่แล้วเลิกจ้าง คุณอาจเสียข้อมูลทั้งหมดไป
งบน้อยยิง Google Ads ได้ผลไหม?
ได้ ถ้าโฟกัสคำค้นแคบที่ตรงกลุ่มและมี Landing Page ที่ดี งบน้อยแต่ยิงตรงมักคุ้มกว่างบมากแต่กระจาย




